English News
ติดต่อเราได้ที่   
หน้าแรก สารการค้า ไดนามิค อินดรัสตี้ ติดต่อโฆษณา เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา
Tharn Samutprakarn
หนังสือพิมพ์ ไดนามิค อินดัสตรี้
 
ศุภชัย เจียรวนนท์ขึ้นแท่นปธ.คณะผู้บริหาร CP
[Dynamic] - ข่าวหน้า 1 : ฉบับที่ 343 ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2560

Loading image...

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กุมบังเหียญ คณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) นำทัพธุรกิจ "ซี.พี.ยุค 4.0" สานต่อวิสัยทัศน์เจ้าสัวธนินท์ ยึด "อินโนเวชั่น-โรโบติก-อีบิสซิเนส-คลาวด์คอมพิวเตอร์-ไบโอเทคโนโลยี" เสริมแกร่งธุรกิจ เดินหน้าประสานความร่วมมือธุรกิจในเครือ คิกออฟแผนความยั่งยืน มุ่งตอบโจทย์ "ธุรกิจ-สังคม และสิ่งแวดล้อม" ด้านอดิเรก ศรีประทักษ์ รั้งตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสร้างธุรกิจตามพื้นที่ยุทธศาสตร์

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) เปิดเผยว่า การสืบทอดธุรกิจที่เกิดขึ้นมีการพูดคุยและตระเตรียมกันไว้ในตระกูลไม่น้อยกว่า 3-4 ปีแล้ว ซึ่งตนเองเข้ามาเรียนรู้งานในเครือ ซี.พี.มาหลายปีแล้ว เริ่มจากงานด้านการเงินเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา และได้มานั่งในตำแหน่งรองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยเข้ามารับผิดชอบงานด้านความยั่งยืนและธรรมาภิบาลขององค์กรในตำแหน่งประธานสำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และสื่อสารองค์กร ควบคู่ไปกับการบริหารงานในกลุ่มทรู เนื่องจากเครือ ซี.พี.ต้องการยกระดับองค์กรเข้าสู่มาตรฐานสากล ตามข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Global Compact (UNGC) ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เนื่องจากมีการค้าอยู่ใน 100 กว่าประเทศ และมีการลงทุนใน 20 กว่าประเทศทั่วโลก

เรื่องนี้เครือ ซี.พี.ให้ความสำคัญมาก เพราะเป็นเทรนด์ของโลกที่บริษัทต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญ โดยองค์กรจะต้องสนับสนุน 3 ส่วน คือทั้งด้านธุรกิจ, สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้นำในแต่ละอุตสาหกรรมต้องช่วยผลักดันเรื่องนี้ ถือเป็นความคาดหวังของโลกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

สำหรับการดำเนินธุรกิจของเครือ ซี.พี.จะให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนามากขึ้น และเดินตามวิสัยทัศน์ของนายธนินท์ เจียรวนนท์ หรือ "ซี.พี. 4.0" ที่จะให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้ทั้งด้านโรโบติก, โลจิสติกส์, อีบิสซิเนส, คลาวด์คอมพิวติ้ง ในการพัฒนาและยกระดับการผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์ก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ เนื่องจากธุรกิจของเครือ ซี.พี.ต้องแข่งกับผู้เล่นระดับโลก อย่างการเข้าซื้อกิจการของแม็คโคร และขยายตลาดไปในต่างประเทศ เริ่มที่อินเดีย ซึ่งมีขนาดตลาดใหญ่มาก ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์และดิสทริบิวเตอร์เช่นกัน โดยแต่ละกลุ่มธุรกิจต้องเดินตามวิสัยทัศน์ดังกล่าว

"ในทุกอุตสาหกรรมที่เราอยู่ เราต้องแข่งกับต่างประเทศจึงต้องต่อสู้ด้วยอินโนเวชั่นอาร์แอนด์ดี และการสร้างทาเลนต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านประธานให้ความสำคัญ"

นอกจากนี้ยังจะมุ่งเน้นการสร้างสมดุลในการซินเนอร์ยี่ธุรกิจในเครือที่สามารถร่วมมือกันได้เช่นด้านโลจิสติกส์ระหว่างซีพีเอฟและซีพี ออลล์ หรือการนำเทคโนโลยีโรโบติก (หุ่นยนต์) และคลาวด์มาใช้ประโยชน์ในแต่ละธุรกิจในเครือ ซี.พี. เป็นต้น

ประธานคณะผู้บริหาร กล่าวอีกว่า เพื่อให้ตอบโจทย์ธุรกิจในอนาคต และการสร้างซินเนอร์ยี่ของบริษัทต่าง ๆ ในเครือ การปรับองค์กร และสร้างศักยภาพให้กับบุคลากรในองค์กรเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีความต่อเนื่อง เพราะใน 5-10 ปีข้างหน้าโลกจะเปลี่ยนไปเยอะมาก

"ในแง่ของผู้บริหารก็ดี บทบาทของผู้บริหารก็ดี ต้องมีการค่อย ๆ ปรับให้ตอบโจทย์วิชั่นอย่างที่ผมวางไว้ในแอเรียที่เราต้องการพัฒนา เช่น เรื่องโลจิสติกส์, โรโบติก, อีบิสซิเนส เป็นต้น ซึ่งการทำต้องทำต่อเนื่องเพื่อให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพราะถ้าเราไม่ปรับตอนนี้ก็จะต้องโดนบังคับให้ปรับอยู่ดี องค์กรต้องสามารถตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ได้ ทั้งโลจิสติกส์ อีบิสซิเนส คลาวด์เทคโนโลยี เหมือนประเทศไทยที่บอกว่าจะปรับตัวไป 4.0 ไปไบโอเทคโนโลยี ดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง และกระทบมาที่อุตสาหกรรม ทุกคนได้รับผลกระทบหมด รวมถึงเทรนด์ของโลก เราก็ต้องเตรียมพร้อม ต้องสร้างศักยภาพให้ทีม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง"

นายศุภชัย กล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนธุรกิจในเครือประสบปัญหาด้านภาพลักษณ์ในแง่การผูกขาดทางการตลาดว่าเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องซึ่งต้องใช้เวลาและความอดทน

"ถ้าพูดถึงโมเดิร์นเทรด เซเว่นอีเลฟเว่นมีสาขาทั้งหมด 9,000 สาขาทั่วประเทศ อยู่ในต่างจังหวัด 4,500 แห่ง คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดเพียง 13-14% ขณะเดียวกันจากยอดขายที่เซเว่นฯทำได้ 3 แสนล้านบาท มีสินค้าของซีพีเอฟ วางขายในเซเว่นอีเลฟเว่นไม่เกิน 3,000 ล้านบาท"

หรือกรณีซีพีเอฟที่มียอดขายรวม 3.5 แสนล้านบาท นายศุภชัยอธิบายว่า ยอดขาย 2 ใน 3 มาจากต่างประเทศ เพราะตลาดในประเทศไม่โตนานแล้ว และเมื่อมองลึกไปที่ยอดขายในประเทศประมาณ 1 แสนล้าน มาจากการส่งออกถึง 1 ใน 3

"ซีพีเอฟทุกวันนี้ไม่ได้แข่งกับในประเทศ ท่านประธาน (นายธนินท์) มีนโยบายแต่แรกว่า ถ้าอยากโตให้ไปสร้างเค้กให้ใหญ่ขึ้นไม่ใช่กินเค้กก้อนเดียวถึงจะโตอย่างยั่งยืนหรืออย่างทรู ถามว่า ทรูทุกวันนี้แข่งกับใครแข่งกับสิงคโปร์ (หมายถึงเอไอเอสซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือสิงคโปร์เทเลคอม) และนอร์เวย์ (หมายถึงดีแทคซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือเทเลนอร์ เป็นบริษัทในนอร์เวย์)"

ด้าน นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า มติคณะกรรมการบริษัทในการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงว่า เนื่องจากซีพีเอฟได้มีการเติบโตของธุรกิจมียอดขาย 464,465 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา มีรูปแบบในการดำเนินธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำและมีขอบข่ายการดำเนินธุรกิจครอบคลุม 16 ประเทศทั่วโลก ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีโอกาสในการขยายตัวของธุรกิจในแต่ละส่วนงาน คณะกรรมการฯ จึงเห็นสมควรให้กำหนดธุรกิจออกเป็น 2 สายหลัก คือ สายธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและสายธุรกิจอาหาร โดยแต่งตั้ง นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) และแต่งตั้ง นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะผู้บริหาร สายธุรกิจอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) โดยให้ทั้งสองสายธุรกิจมุ่งเน้นการขยายและการเจริญเติบโตของธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน ในขณะเดียวกันกำหนดให้บริหารธุรกิจสอดประสานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกันนี้ยังแต่งตั้งให้ นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริหาร จากตำแหน่งเดิมคือ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่   

สำหรับแนวโน้มธุรกิจสำหรับปี 2560 นี้ว่า สถานการณ์และแนวโน้มของเศรษฐกิจและพฤติกรรมทางสังคมที่มีความผันแปรอย่างรวดเร็ว ถือเป็นความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวทางกลยุทธ์หลักในการสร้างธุรกิจตามพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีโอกาสและศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจ บริษัทจึงมีเป้าหมายในการสร้างการเติบโตของยอดขายประมาณ 10% จากปี 2559 โดยการเติบโตมาจากกิจการในต่างประเทศเป็นหลัก

น.ส.พัชรา ชาติบัญชาชัย เลขานุการ ทำหนังสือแจ้งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าในปี 2559 บริษัทมีรายได้จากการขายที่ 464,465 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายกิจการในประเทศ 7% และของกิจการต่างประเทศ 12% และมีกำไรสุทธิในปี 2559 มีจำนวน 14,703 ล้านบาท หรือเท่ากับ 1.99 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 3,644 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 11,059 ล้านบาท เป็นผลมาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจสัตว์บกในประเทศไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติและการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโลกอีเอ็มเอส และผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยในประเทศรัสเซียและกัมพูชา รวมทั้งมาตรการในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 มีมติให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2560 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ประจำปี 2560 ให้แก่ผู้ถือหุ้นรวมทั้งสิ้นในอัตราหุ้นละ 0.95 บาท โดยเงินปันผลดังกล่าวบริษัทมีการจ่ายครั้งแรกเป็นเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นแล้วในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2559 คงเหลือเป็นเงินปันผลจ่ายครั้งที่สองในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท โดยบริษัทจะรวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยวิธีปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 24 พฤษภาคม 2560

นายวีรชัย รัตนบานชื่น ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจไก่เนื้อ ซีพีเอฟ เผยว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการผลิตเนื้อไก่ตามมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับการรับรองมาตรฐาน QS  จากประเทศเยอรมนี  ซึ่งเป็นมาตรฐานรับรองกระบวนการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ (Quality) เพื่อความปลอดภัย (Safety) สำหรับการบริโภค และเป็นมาตรฐานสูงสุดสำหรับการรับรองความปลอดภัยอาหารสำหรับผู้บริโภคชาวเยอรมัน ปัจจุบันได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคแพร่หลายยิ่งขึ้นในหลายประเทศแถบยุโรป ที่สำคัญมาตรฐาน QS ยังมีข้อกำหนดที่เข้มงวดมาก เน้นกระบวนการผลิตที่แสดงให้ผู้บริโภคเห็นถึงความโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือในระดับสูงต่อตัวสินค้า ซึ่งในกระบวนการผลิตไก่เนื้อของซีพีเอฟที่ดำเนินการมาตลอดมีความสอดคล้องกับมาตรฐานนี้อยู่แล้ว ทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ โดยปฏิบัติตามหลัก Animal welfare และ Animal health และยังร่วมกับกรมปศุสัตว์ พัฒนาการเลี้ยงสัตว์ปีกในระบบคอมพาร์ทเม้นท์ (Compartment) ป้องกันโรคไข้หวัดนก ตามหลักการของ OIE ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน

“การได้รับมาตรฐาน QS นี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนา กระบวนการผลิตอาหารแปรรูปจากเนื้อไก่ ตลอดห่วงโซ่ของบริษัท เพื่อสร้างอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภคทั่วโลกมาโดยตลอด การรับรองมาตรฐานในครั้งนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดลูกค้าต่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ของบริษัท ทำให้ปัจจุบันมีออร์เดอร์จากกลุ่มลูกค้าจากเยอรมนีและ EU มากขึ้น โดยปี 2560 นี้ ซีพีเอฟตั้งเป้ายอดส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์รวมประมาณ 1.5 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท” นายวีรชัย กล่าว

ที่สำคัญมาตรฐาน QS ยังมีระบบการติดตามตรวจสอบที่เข้มงวด ควบคุมเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะภายในฟาร์มอย่างปลอดภัยตามหลักสวัสดิภาพสัตว์เท่านั้น และผลิตภัณฑ์ต้องปราศจากเชื้อ Salmonella ตลอดจนมีระบบตรวจสอบคุณภาพไก่มีชีวิตส่งมอบโรงงาน

ทั้งนี้ มาตรฐานดังกล่าวจะเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ Feed Farm และ Food ตลอดจนบริษัทผู้นำเข้า ร้านจำหน่ายสินค้าปลีกและส่งในประเทศเยอรมนี รวมถึงประเทศปลายทางอื่นๆ มาตรฐานนี้มีข้อปฏิบัติที่ถูกออกแบบให้มีความจำเพาะต่อหน่วยงานทุกหน่วยงานที่มีส่วนสัมพันธ์ต่อการผลิตอาหาร ที่คำนึงถึงความปลอดภัยอาหารต่อผู้บริโภคสูงสุด และข้อปฏิบัติที่ QS กำหนดขึ้นนี้ จะถูกตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ มีการรายงานตรวจสอบ รวมทั้งทวนสอบถึงแหล่งที่มาของสินค้าในทุกห่วงโซ่การผลิต ผู้บริโภคจึงเชื่อมั่นได้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่มาจากกระบวนการผลิต ภายใต้มาตรฐาน QS ทั้งหมดมีคุณภาพสูงเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างแท้จริง.

 
 
 

ฐานสมุทร บริษัทฐานสมุทรปราการ จำกัด จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ hitwebcounter  
122 ซ. สุภาพงษ์ แยก 5-2 แขวงหนองบอน เขตประเวช กรุงเทพฯ 10250
โทรศัพท์: 02-7434999 Email: theccn_news@yahoo.com