English News
ติดต่อเราได้ที่   
หน้าแรก สารการค้า ไดนามิค อินดรัสตี้ ติดต่อโฆษณา เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา
Tharn Samutprakarn
หนังสือพิมพ์ ไดนามิค อินดัสตรี้
 
ปตท.ตั้ง “PTTOR”เดินหน้าค้าปลีกและน้ำมัน
[Dynamic] - ข่าวหน้า 1 : ฉบับที่ 343 ประจำวันที่ 4 พฤษภาคม 2560

ปตท.ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ แยกธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกเพื่อเพิ่มความชัดเจนโปร่งใสคล่องตัว และสร้างความแข็งแกร่งภายใต้สถานการณ์ธุรกิจพลังงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ตั้งงบลงทุน 5 ปี 1.6 ล้านล้านบาท เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ท่อส่งก๊าซเส้นที่ 5 คลัง LNG ย้ำความสำเร็จด้วยรางวัลบรรษัทภิบาล เสริมความมั่นคงให้ประเทศ

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ปตท. มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจของ ปตท. โดยให้แยกธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกมาอยู่ภายใต้ บริษัท ปตท. ธุรกิจค้าปลีก จำกัด หรือ (“PTTRB”) ที่จะทำการเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (“PTTOR”) ในลำดับต่อไป เพื่อให้บทบาทหน้าที่แต่ละกลุ่มธุรกิจมีความชัดเจนโปร่งใส คล่องตัวและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน  ซึ่งเป็นผลพวงจากสถานการณ์และสภาพแวดล้อมธุรกิจพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจน้ำมันให้มีความแข็งแกร่ง สามารถขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะตลาดค้าปลีกต่างประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูงและมีคู่แข่งจำนวนมาก โดย ปตท. จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทฯ ดังกล่าว

 สำหรับธุรกิจที่ถูกโอนย้ายเข้าไปอยู่ภายใต้บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด ประกอบด้วย

1. ธุรกิจน้ำมัน ประกอบด้วยค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการทั้งในและต่างประเทศ ค้าเชิงพาณิชย์น้ำมัน แอลพีจี และเชื้อเพลิงอื่นๆ อาทิ จำหน่ายเชื้อเพลิงอากาศยาน จำหน่ายแอลพีจีในครัวเรือนและสถานีบริการ ฯลฯ จำหน่ายเชื้อเพลิงหล่อลื่นทั้งในและต่างประเทศ และบริหารโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจน้ำมัน อาทิ ด้านขนส่งหรือจัดเก็บ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจที่ตอบสนองต่อลักษณะการเติบโตของตลาดทั้งในและต่างประเทศ และ

 2. ธุรกิจค้าปลีกด้านอื่นๆ และให้บริการด้านบำรุงรักษายานยนต์ จะครอบคลุมการบริหารค้าปลีกและงานขายภายใต้แบรนด์ ปตท. และอื่นๆ อาทิ คาเฟ่อเมซอน ฟิตออโต้ รวมถึงริเริ่มสร้างธุรกิจใหม่เพิ่มมากขึ้น เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม แฟรนไชส์และโรงแรม

 นายเทวินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วัตถุประสงค์สำคัญของการปรับโครงสร้างฯครั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจน้ำมันให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงขยายตัวสู่ธุรกิจค้าปลีก โดยมีกลไกตลาดเป็นแรงขับเคลื่อน ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภค พร้อมเพิ่มความคล่องตัวและศักยภาพในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นแก่ประเทศในอนาคต รวมทั้งยังช่วยให้ ปตท. สามารถทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศได้อย่างเต็มที่

 การตัดสินใจปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งนี้ ปตท. ได้ศึกษาแนวทางอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งพนักงาน ปตท. ประชาชนผู้ใช้บริการและพันธมิตรธุรกิจ รวมถึงยังคงเจตนารมณ์การเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยในส่วนของการค้าปลีกน้ำมัน ทุกอย่างยังเป็นไปตามกระบวนการเดิม เช่น กลไกราคา ซึ่งปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำมันและแอลพีจี จะขึ้นลงตามกลไกราคาตลาดโลก และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยกระทรวงพลังงาน

 ขณะเดียวกัน ด้านธุรกิจค้าปลีก ปตท. ยังคงมีนโยบายชัดเจนที่จะเข้าไปมีส่วนช่วยยกระดับและพัฒนาภาคธุรกิจรายย่อยของไทย ทั้งเอสเอ็มอีและโอทอป โดยเฉพาะในโครงการประชารัฐก็ยังคงนโยบายส่งเสริมเช่นเดิม เห็นได้จากสินค้าภายใต้แบรนด์ ปตท. ล้วนเกิดจากการต่อยอดผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบจาก  เอสเอ็มอีและผู้ประกอบการในท้องถิ่นแทบทั้งสิ้น เช่น เมล็ดกาแฟ ในร้านคาเฟ่อเมซอน เป็นต้น

นายเทวินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. ยังได้เห็นชอบให้ PTTOR เป็นบริษัทแกน (Flagship Company)** ของกลุ่ม ปตท. ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก พร้อมเสนอขายหุ้นสามัญเบื้องต้นของ PTTOR ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก และนำ PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“อย่างไรก็ตาม การอนุมัติปรับโครงสร้างธุรกิจของคณะกรรมการ ปตท. ถือเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากนี้ ปตท. จะนำเสนอต่อหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ ปตท. เพื่อพิจารณาอนุมัติตามกฏเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ปตท. เชื่อมั่นว่า การปรับยุทธศาสตร์ดำเนินธุรกิจดังกล่าว จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างความเข็มแข็งและการเติบโตให้กับกลุ่ม ปตท. และสังคมไทยควบคู่กันอย่างยั่งยืนต่อไป”

นายเทวินทร์ เผยต่อไปอีกว่า ที่ประชุมบอร์ดคณะกรรมการ ปตท.มีมติเห็นชอบแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2560 – 2564) วงเงินรวม 338,849 ล้านบาท แบ่งเป็น ปี 2560 จำนวน 83,661 ล้านบาท ปี 2561 จำนวน 102,282 ล้านบาท ปี 2562 จำนวน 60,486 ล้านบาท ปี 2563 จำนวน 34,327 ล้านบาท และ ปี 2564 จำนวน 58,093 ล้านบาท

ปตท.แบ่งหมวดการใช้งบประมาณการลงทุนตลอด 5 ปี ตาม 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะใช้เงินลงทุนจำนวน 186,524 ล้านบาท   ยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่าเพิ่ม จำนวน 150,673 ล้านบาท และ ยุทธศาสตร์ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จำนวน 1,652 ล้านบาท

กลุ่ม ปตท.ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเป็นสำคัญ อาทิ การขยายความสามารถในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (คลังแอลเอ็นจี เทอมินัล 1 และ 2) เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น   การพัฒนาระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ  และการพัฒนาสถานีบริการ  รวมทั้งจะมีการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพในการรองรับการดำเนินงานในระยะยาว

นอกจากนี้ ปตท.จะยังเดินหน้าด้านการพัฒนากระบวนการเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ปัจจุบันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยกำหนดเป้าหมายและแผนการดำเนินการอย่างชัดเจน และติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

นายเทวินทร์ กล่าวในต้อนท้ายว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปตท. มุ่งมั่นพัฒนาการบริหารจัดการด้วยความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้โดยดำเนินการตามหลักบรรษัทภิบาล โดยล่าสุดปตท. ได้รับรางวัลบรรษัทภิบาลดีเด่น ประจำภาคกลาง ในงานจรรยาบรรณดีเด่น  ประจำปี 2559 จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่กลุ่มสมาชิกหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ และผู้ประกอบการทั่วไป ที่มีแนวทางในการประกอบธุรกิจการค้าด้วยหลักบรรษัทภิบาล  ด้านของการเปิดเผยข้อมูลความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้และด้านรักษาความสุจริต

ด้านสิ่งแวดล้อม ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. ดำเนินกิจการภายใต้ระบบการบริหารจัดการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHEMS) เพื่อเป้าหมายการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัยและมีผลการดำเนินงานที่เป็นเลิศและยั่งยืน ปตท. จึงได้กำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ประจำปี 2563 ขึ้นในปี 2555 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการปรับปรุงวิธีการทำงานที่มีมาตรฐานการจัดการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ วิธีการปฏิบัติดังกล่าวเป็นระบบการจัดการที่มีการนำไปปฏิบัติในหน่วยธุรกิจและบริษัทในกลุ่ม ปตท.

กลุ่ม ปตท. ได้กำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ด้าน SSHE และนโยบาย QSHE กลุ่ม ปตท. เพื่อตอบสนองต่อกลยุทธ์ขององค์กร โดยเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย 2 มุมมอง ได้แก่ Eco ซึ่งมุ่งลดรอยเท้านิเวศตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ และ Efficiency เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ติดอันดับชั้นนำของโลก โดยในปี 2559 กลุ่ม ปตท. มีการกำหนดเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในพื้นที่ปฏิบัติการ และ ในพื้นที่อาคารสำนักงาน ดังนี้

• เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในพื้นที่ปฏิบัติการ ร้อยละ 12 ในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2556 (ไม่เกิน 0.344 ล้าน ลบ.ม. ต่อ MMBOE)

• เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในพื้นที่อาคารสำนักงาน ร้อยละ 10 ในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2559 (ไม่เกิน 100 ลิตรต่อคนต่อวัน) ​

นอกจากนี้ ปตท. ยังได้พัฒนาระบบการติดตาม และจัดการกฎหมายด้านคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมขึ้น  เพื่อเป็นระบบฐานข้อมูลกฎหมาย และข้อปฏิบัติด้าน QSHE สำหรับกลุ่ม ปตท. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและรับทราบรายการกฎหมายและข้อปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างสะดวก ส่งผลให้กลุ่ม ปตท. สามารถดำเนินงานสอดคล้องตามกฎหมายได้อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นการป้องกันกรณีการละเมิดกฎหมายและข้อปฏิบัติ อีกทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนการปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้อย่างทันท่วงที

Loading image...

 
 
 

ฐานสมุทร บริษัทฐานสมุทรปราการ จำกัด จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ hitwebcounter  
122 ซ. สุภาพงษ์ แยก 5-2 แขวงหนองบอน เขตประเวช กรุงเทพฯ 10250
โทรศัพท์: 02-7434999 Email: theccn_news@yahoo.com