English News
ติดต่อเราได้ที่   
หน้าแรก สารการค้า ไดนามิค อินดรัสตี้ ติดต่อโฆษณา เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา
Tharn Samutprakarn
หนังสือพิมพ์ ไดนามิค อินดัสตรี้
 
อภ. 50 ปีเตรียมเปิดรง.ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่
[Dynamic] - ธุรกิจการตลาด : ฉบับที่ 342 ประจำวันที่ 1-15 เมษายน 2560

Loading image...

องค์การเภสัชกรรม ก้าวข้าม 50 ปี เผยโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก จ.สระบุรี คืบเกือบ 100% มั่นใจสามารถผลิตตามแผน ส่วนโรงงานผลิตยาที่พระราม 6 สามารถดำเนินการได้เต็มประสิทธิภาพ ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP-PIC/s ในทุกหมวดการผลิต ด้านโรงงานผลิตยาที่รังสิต 1 สามารถเปิดสายการผลิตอย่างเป็นทางการได้ ชูความพร้อมองค์กรรับนโยบายประเทศไทย 4.0

น.พ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ ก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ระดับมาตรฐานการผลิตที่ดีในระดับองค์การอนามัยโลก (WHO-GMP) ที่ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรีว่า ขณะนี้การดำเนินการก่อสร้างและการติดตั้งเครื่องจักรคืบหน้าไปแล้วเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และจะทำการตรวจสอบระบบและรับรองคุณภาพโรงงานเสร็จภายในกลางปี 2560 จากนั้นจะทำการตรวจสอบระบบและรับรองคุณภาพเครื่องจักรผลิต และระบบสนับสนุนโรงงาน โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสที่ 3 ปีเดียวกัน และมีแผนจะทดลองการผลิตในระดับอุตสาหกรรม พร้อมการศึกษาวิจัยทางคลินิกในคนระยะที่ 3 เพื่อยื่นขอจดทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อไป โดยโรงงานแห่งนี้จะสามารถผลิตวัคซีนสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศได้ในปลายปี 2563

ในส่วนของการวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตายแบบสามสายพันธุ์จากการผลิตในระดับต้นแบบ ที่โรงงานผลิตวัคซีนระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Plant) คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกรนั้น ขณะนี้ผ่านการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 2 แล้วพบว่าวัคซีนมีความปลอดภัย สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี และพร้อมสำหรับการศึกษาต่อไปในระยะที่ 3 โดยคาดว่าจะทราบผลการศึกษาวิจัยทางคลินิกทั้งหมดในปี 2561 จากนั้นจะดำเนินการขอขึ้นทะเบียนตำรับยากับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และถ่ายโอนการผลิตไปยังโรงงานผลิตวัคซีนฯ ที่ ต.ทับกวาง ต่อไป

“เมื่อโรงงานระดับอุตสาหกรรมแล้วเสร็จ สามารถผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2 ล้านโด๊ส และขยายการผลิตสูงสุดถึง 10 ล้านโด๊ส ครอบคลุมความต้องการใช้วัคซีนของประเทศอย่างเพียงพอ และหากเกิดการระบาดใหญ่ จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านโด๊ส” ผู้อำนวยการฯ กล่าว

ทั้งนี้โครงการโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ได้มีมติเห็นชอบตามที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เสนอ ในการดำเนินการเดินหน้าก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และ ไข้หวัดนก ตามมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) ขององค์การอนามัยโลก ที่ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เพื่อเป็นสถานที่ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทั้งในสถานการณ์ปกติและในกรณีเกิดการระบาดใหญ่ในประเทศ ซึ่งคาดว่าภายในต้นปี 2560 จะสามารถเริ่มผลิตวัคซีนเพื่อใช้ในการทดลองทางคลินิก หากผลการทดสอบผ่านและได้รับการอนุมัติทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและ ยา (อย.) แล้ว ประเทศไทยก็จะมีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมไว้ใช้บริการแก่ประชาชนต่อไป

นพ.นพพร เผยอีกว่า องค์การเภสัชกรรมก่อตั้งตามพระราชบัญญัติ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2509 นับถึงวันนี้ครบ 50 ปี ที่ทำหน้าที่วิจัย พัฒนา  ผลิต จัดหา กระจายยา และเวชภัณฑ์ให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศ ในช่วงที่ผ่านมา องค์การฯ ทำหน้าที่ด้วยดีมาตลอด เช่น การผลิต จัดหา สำรอง ยากำพร้า ยาขาดแคลน ที่บริษัทเอกชนโดยทั่วไปไม่ผลิตจำหน่าย เนื่องจากมีความเสี่ยงอาจต้องขาดทุน และไม่คุ้มค่าต่อธุรกิจ  แต่ด้วยความรับผิดชอบที่มากกว่าภาระหน้าที่ องค์การฯ ได้ ผลิต จัดหา สำรอง ในส่วนของยากำพร้า ยาต้านพิษ  และยาขาดแคลน  มูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ล้านบาท ให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งแม้จะเป็นมูลค่าที่น้อยมากเมื่อเทียบกับตลาดยาที่มีมูลค่าตลาดยาโดยรวม ที่ในปี 2559 มีมูลค่ายาที่มีความจำเป็นในระบบสาธารณสุขเกือบ 200,000 ล้านบาท

ด้านผลประกอบการของ GPO ในปี 2558 มีผลประกอบการ 13,448 ล้านบาท และในปี 2559 มีผลประกอบการ 15,154 ล้านบาท โดยในปี 2559 ที่ผ่านมามีผลประกอบการเพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึง 3,668 ล้านบาท คิดเป็น 32 % และยังสามารถส่งเงินเข้าเกือบ 3 พันล้านบาท

นอกจากนี้ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านยาให้กับรัฐจำนวนเงินสะสม 3 ปี (2557-2559) ถึง 13,702 ล้านบาท และในเฉพาะปี 2559 ประหยัดถึงเกือบ 5 พันล้านบาท  โดยเป็นยาในกลุ่มยาต้านไวรัสเอดส์ ประหยัดได้ถึง 1,500 ล้านบาท พร้อมทั้งได้มีการสำรองยาขาดแคลนและยากำพร้ากว่า 30 รายการ เป็นยาในกลุ่มยาต้านพิษและเซรุ่มแก้พิษงูจำนวน 19 รายการ   ทั้งนี้มีผู้เข้าถึงบริการยาต้านพิษเพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 7,000 ราย (คิดเป็นจำนวนสะสม 6 ปีกว่า 20,000 ราย) และในช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้หลายจังหวัดเมื่อปลายปี 2559 อภ.ได้จัดส่งยาชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้กระทรวงสาธารณสุขกว่า 300,000 ชุดอย่างรวดเร็ว และทันท่วงทีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตามองค์การฯได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวน 13 รายการ อาทิยาลดความดันโลหิต  (Amlodipine) ยาน้ำเสริมธาตุเหล็กในเด็ก (Ferrous fumarate) ยาน้ำขับเหล็กสำหรับเด็กผู้ที่ป่วยเป็นธาลัสซีเมีย (Deferiprone) ยาปลูกผม (Minoxidil) เป็นต้น ส่วนการจำหน่ายยาไปยังต่างประเทศมียอดจำหน่าย 39.22 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 10.49 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 36.51 โดยส่วนใหญ่จำหน่ายให้กับกลุ่มประเทศ AEC  ทั้งนี้ในปี 2560 ตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า ร้อยละ 20 โดยมุ่งเน้นการทำตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV กัมพูชา ลาว เวียดนาม เมียนม่าร์

ขณะที่แผนการในอนาคตขององค์การเภสัชกรรม นพ.นพพร กล่าวว่าจากนโยบายประเทศไทย 4.0  ของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถสู่ความได้เปรียบเชิง แข่งขันด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ภายใต้ความร่วมมือจากเครือข่ายประชารัฐทุกภาคส่วน องค์การฯได้กำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนปรับเปลี่ยนองค์กรสู่การเป็น “องค์การเภสัชกรรม  4.0” เป็นองค์กรเชิงนวัตกรรมให้สอดคล้องกับบริบทสภาพของธุรกิจยาและสภาพแวดล้อมของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันอภ.ต้องเป็นกลไกในการสร้างความสมดุลด้านราคายา ผลิตและจัดหายาจำเป็น สร้างความมั่นคงด้านยาและส่งรายได้ให้รัฐ เพื่อความมั่นคง มั่นคง ยั่งยืนให้แก่รัฐและประเทศชาติ พร้อมมุ่งสู่การเป็น “องค์กรคุณธรรม”

การคิดค้น วิจัยและพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกสู่ระบบยาของประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ยาจำเป็น  ยารักษามะเร็งยาที่มีมูลค่าการใช้สูง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะและระบบดิจิตอลมาใช้ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตตลอดจนกระบวนการทำงานด้านต่าง ๆ เพื่อลดค่าใช้จ่าย และจำนวนบุคลากร  เพิ่มความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดยในส่วนของโรงงานผลิตยารังสิต 1 ได้มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆมาใช้บ้างแล้ว ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการบริหารจัดการ (Enterprise Resource Planning : ERP) โดยใช้ระบบSAP   ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานที่ทั่วโลกให้การยอมรับมาใช้   เพื่อให้การบริหารจัดการองค์กรทั้งระบบ

นอกจากนี้จะเร่งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับสมุนไพรเพื่อนำมาพัฒนาต่อยอด รวมถึงการขับเคลื่อนตามแนวทางประชารัฐร่วมกับประชาคมและท้องถิ่น เพื่อสร้างยาที่มีคุณภาพจากภูมิปัญญารวมถึงการทำการตลาดผ่านโลกออนไลน์ และขยายตลาดที่มีอยู่ให้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้นตามนโยบายสร้างความมั่งคง มั่นคง และยั่งยืน ของรัฐบาล

 
 
 

ฐานสมุทร บริษัทฐานสมุทรปราการ จำกัด จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ hitwebcounter  
122 ซ. สุภาพงษ์ แยก 5-2 แขวงหนองบอน เขตประเวช กรุงเทพฯ 10250
โทรศัพท์: 02-7434999 Email: theccn_news@yahoo.com